โรคและแมลงในกล้วยไม้

โรคและแมลงในกล้วยไม้

โรคเน่าดำหรือโรคเน่าเข้าไส้
เป็นโรคที่สำคัญและมักพบเห็นบ่อยๆ เพราะสามารถเป็นได้กับกล้วยไม้หลายชนิด และถ้าเกิดกับลูกกล้วยไม้จะทำให้ตายทั้งกระถางในเวลาอันรวดเร็ว
อาการของโรค
เกิดขึ้นได้ทุกส่วนของกล้วยไม้ตั้งแต่ ราก ใบ ยอด และดอก ถ้าเชื้อราเข้าทำลายรากจะทำให้รากเน่าแห้ง ซึ่งจะทำให้ใบเหลืองร่วง และถ้าทำลายยอดจะทำให้ยอดเน่าเป้นสีน้ำตาล เมื่อจับจะหลุดติดมามือมาได้ง่าย ในระยะรุนแรงเชื้อราจะลุกลามเข้าไปในลำต้น เวลาผ่าต้นจะเห้นสีดำหรือน้ำตาลตามแนวยาว ในบางครั้งจะเเสดงอาการที่ใบ โดยเป็นจุดกลมชุ่มน้ำ สีน้ำตาลอ่อนจนถึงสีน้ำตาลเข้มแล้วลุกลามเข้าไปในซอกใบ

สำหรับการสังเกตแบ่งได้ดังนี้

  • อาการที่ใบ เริ่มแรกจะเป็นจุดใส ชุ่มน้ำ สีเหลือง ต่อมาเป้นสีน้ำตาลและดำในที่สุด แผลจะขยายใหญ่ลุกลามไปอย่างรวดเร็ว ในสภาพที่มีความชื้นสูง
  • อาการที่ต้น เชื้อราเข้าทางยอดหรือลำต้น ใบจะเหลืองหรือเน่าดำหลุดร่วงจากต้นได้ง่าย กรณีเข้าทางยอดก้อจะหลุดติดมือขึ้นมา กรณีที่เชื้อราเข้าทางโคนต้น ใบจะเหลืองจากโครต้นขึ้นไปหาส่วนยอดเรื่อยๆ ซึ่งส่วนใหญ่เรียกว่า “โรคแก้ผ้า”
  • อาการที่ราก เป้นแผลสีดำ เน่า แห้ง ยุบตัวลง ต่อมาจะลามไปในต้น
  • อาการที่ดอก บนกลีบดอกเป้นแผลจุดสีน้ำตาล อาจมีสีเหลืองล้อมรอบแผลเหล่านั้น
  • อาการที่ก้านช่อดอก เมื่อเชื้อราทำลายตรงก้านช่อ จะเห็นแผลเน่าลุกลาม ก้านช่อจะล้ม

การแพร่ระบาด
เป็นโรคที่แพร่จากต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่งได้ง่าย โดยเฉพาะในฤดูฝน อากาศที่มีความชื้นสูง สปอร์ของเชื้อราจะกระเด็นไปกับน้ำฝนหรือระหว่างการรดน้ำต้นไม้
การป้องกัน

  • ปรับสภาพโรงเรือนให้โปร่ง อย่าปลูกกล้วยไม้แน่นเกินไป
  • ถ้าพบกระถางไหนที่เป็นโรค ควรทำลายทิ้ง
  • ถ้ากล้วยไม้โตแล้ว ควรตัดส่วนที่เป็นโรคออกจนถึงเนื้อดี แล้วใช้สารเคมีป้องกันป้ายบริเวณแผล
  • ไม่ควรให้น้ำกล้วยไม้ตอนเย็นหรือใกล้ค่ำ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว เพราะจะทำให้เกิดสภาพอากาศเย็นความชื้นสูง ซึ่งเหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อรา
  • สารเคมีที่ใช้ป้องกันโรคตัวนี้มีหลายชนิดคือ
    – ฟอสฟอรัส แอซิด อัตรา 30 cc ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นในช่วงแดดไม่จัด สารตัวนี้ดีในแง่เป้นสารป้องกัน
    -อีทริไดอะโซล ใช้ได้ดีแต่ไม่ควรใช้สารนี้ผสมกับปุ๋ยหรือสารเคมีอื่นๆทุกชนิด
    -เมธาแลคซิน 35% wp อัตรา 7 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ใช้ได้ดีในกรณีกำจัดเชื้อ สารเคมีนี้เป้นสารเจาะจง ไม่ควรใช้ติดต่อกันนานเกิน 3 ครั้ง และเพื่อไม่ให้เชื้อดื้อยาเร็วต้องพ่นสลับกับสารตัวอื่น เช่น แคปเทน หรือ แมนโคแซบ เป็นต้น

โรคเน่า
เป็นโรคที่สำคัญ ระบาดได้กับกล้วยไม้ทุกชนิด โดยเฉพาะกล้วยไม้ตระกูล หวาย แคทลียา ฟาและนอปซิส เป้นต้น
ลักษณะอาการ
เริ่มแรกเป็นจุดฉ่ำน้ำขนาดเล็กบนใบหรือหน่ออ่อน จากนั้นแผลจะเริ่มขยายขนาดขึ้น และเนื้อเยื่อเหมือนจะถูกน้ำร้อนลวก คือ ใบจะพองเป็นสีน้ำตาล และอาการเป้นจุดฉ่ำน้ำบนใบจะมีขอบสีเหลืองเห้นชัดเจน ภายใน 2-3 วันเนื้อเยื่อใบกล้วยไม้จะโปร่งแสงเห็นร่างแหของเส้นใบ ถ้ารุนแรงต้นอาจตายได้

การแพร่ระบาด
โรคจะเเพร่ระบาดรุนแรง รวดเร็ว ในสภาพอากาศร้อนและความชื้นสูง เช่น ช่วงอากาศอบอ้าวก่อนที่ฝนจะตก
การป้องกัน

  • เผาทำลายต้นที่เป็นโรค
  • ลูกกล้วยไม้ควรปลูกในโรงเรือน และถ้าเกิดมีโรคนี้เข้าแทรกซึม ควรงดให้น้ำสักระยะ อาการเน่าจะหยุดชะงักไม่ลุกลาม ระวังการให้น้ำมากเกินไปจนแฉะ
  • ไม่ควรปลูกกล้วยไม้แน่นเกินไป เพราะเครื่องปลูก จะอุ้มน้ำหรือชื้นแฉะตลอดเวลา เมื่ออากาศภายนอกร้อนอบอ้าว อากาศในเรืองเรือน จะทำให้เกิดเป็นโรคง่าย การให้ปุ๋ยไนโตรเจนสูงมากเกินไปและมีโปแตสเซียมน้อย ทำให้ใบอวบหนา และการให้ปุ๋ยไม่ถูกสัดส่วน เร่งการเจริญเติบโต รวดเร็วต่อเนื่องเป็นเวลานานในช่วงฤดูร้อน เมื่อถึงฤดูฝนจะเกิดปัญหาโรคนี้ระบาด ทำใหต้นอวบ เหมาะแก่การเกิดโรค
  • การใช้สารเคมีป้องกันกำจัด ใช้สารปฏิชีวะนะ เช่น แอกกริมัยซิน ไฟโตมัยซิน แอกกริสสเตรป อัตรา 10-20 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร แต่สารประเภทนี้มีข้อจำกัด ควรพ่นในช่วงเย็น เพื่อหลีกเลี่ยงแสงแดด ซึ่งอาจทำให้สารเสื่อมฤทธิ์และไม่ควรผสมกับสารอื่นๆ

diaster003

โรคต้นเน่าแห้งหรือโรคราเมล็ดผักผกาด
เป็นโรคที่พบตามตามปลูกกล้วยไม้ทั่วๆไป โดยเฉพาะในเขตอากาศร้อนชื้น
ลักษณะอาการ
เชื้อราจะเข้าทำลายกล้วยไม้บริเวณรากหรือโคนต้น แล้วลุกลามไปยังส่วนโคนต้นขึ้นไป บริเวณที่ถูกทำลายจะเปลี่ยนสีเหลืองและน้ำตาลตามลำดับ เนื้อเยื่อจะผุเปื่อยถ้าอากาศชื้นมากๆ จะมีเส้นใยสีขาวแผ่คลุมบริเวณโคนต้นพร้อมกับมีเมล็ดกลมๆ ขนาดเล็กสีน้ำตาลคล้ายเมล็ดผักผกาดเกาะอยู่บริเวณโคนต้น บางครั้งจะแสดงอาการที่ใบทำให้ใบเน่าเป้นสีน้ำตาล

การแพร่ระบาด
เชื้อราแพร่ระบาดไปทางดิน โดยการเคลื่อนย้ายดินหรือเครื่องปลูกที่มีเชื้อ อาศัยอยูไปตามที่ต่างๆ ในเรือนกล้วยไม้ การวางกระถางติดกันมาก การให้ความชื้นสูง การฉีดพ่นน้ำที่มีกำลังแรงเกินไปเหล่านี้จะทำให้โรคระบาดไปได้รวดเร็ว
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเกิดโรค
เชื้อสาเหตุเจริญไดดีในสภาพอุณหภูมิและความชื้นสูง ปกติอยู่ในช่วงระหว่าง 46 F – 99Fแต่ที่เหมาะสมที่สุด 85 F ที่อุณหภูมิประมาณ 55 f เชื้อไม่ค่อยเจริญเติบดตเท่าใด

การป้องกันกำจัด

  • ใช้เครื่องปลูกที่สะอาดปราศจากโรค
  • ใช้น้ำสะอาดในการรดน้ำ
  • ไม่ควรปลูกหรือย้ายต้นไม้ขณะอากาศแปรปรวน
  • ถ้าเริ่มเป้นโรค ควรตัดส่วนเป้นโรคออกมาให้มากพอสมควร แล้วนำต้นกล้วยไม้ไปแช่ในสารละลายนาตรีฟิน(Natriphene) อัตรา 1:2000 แช่นาน 1 ชั่วโมง
  • ในเรือนกล้วยไม้ ก่อนมีการปลูก ควรฉีดพ่น คลอร๊อกซ์ chlorox 10% ตามผนังและพื้น จะช่วยระงับยับยั้งการทำลายของเชื้อได้
  • สารเคมีซึ่งมีชื่อทางการค้าว่า ไวตาแวกซ์ (Vitavax) จัดว่าเป้นสารเคมีที่มีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมโรค

โรคเน่าเละ (Pseudomonas gladioli)
เป็นโรคที่เกิดเสมอในกล้วยไม้หลายสกุล ซึ่งจากรายงานพบว่า กล้วยไม้จำพวก แคทลียา ออซิเดียม ฟาแลนนอป ซิมบิเดียม แวนด้าลูกผสมและเข็ม มักเป็นโรคนี้ โดยอาการเริ่มแรกจะเป้นจุดฉ่ำน้ำก่อน ต่อมาจะลุกลามเป็นแผลขนาดใหญ่สีน้ำตาล และยุบตัวลง
ลักษณะอาการ
จะเกิดได้ทุกส่วนของกล้วยไม้ตั้งแต่ลำลูกกล้วย ลำต้นและใบ โดยระยะแรกจะเป็นจุดฉ่ำน้ำขนาดเล็กบนใบหรือหน่อ ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนและเนื้อเยื่อบวม คล้ายน้ำร้อนลวก ถ้าสภาพแวดล้อมเหมาะสม ความชื้นสูง อาการจะขยายรุกรามเร็วขึ้น ทำให้เกิดอาการเน่าเละ มีกลิ่นบูดเหม็นจัด ใบจะหลุดภายใน 2-3 วัน อาจทำให้กล้วยไม้ตายได้

การแพร่ระบาด
โรคนี้จะระบาดรวดเร็วในสภาพอากาศร้อนและความชื้นสูง โดยเฉพาะในช่วงปลายฤดูร้อนต่อฤดูฝน เชื้อแบคทีเรียสามารถติดไปกับน้ำฝน และเชื้อจะเข้าทำลายพืชทางช่องเปิดธรรมชาติและบาดแผล
การป้องกันกำจัด

  • สามารถปฎิบัติได้เช่นเดียวกันกับการป้องกันโรคเน่าเละ
  • สารเคมีปฎิชีวนะ เช่น อะกริมัยซิน(Agrimycin) สเตรปโตมัยซิน(Streptomycin) ใช้สำหรับการป้องกันกำจัดโรคพืชได้ โดยผสมอัตรา 10-20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร (ข้อพึงระวังว่าอย่าใช้ในอัตราที่เข้มข้นเกินไปและพ่นบ่อยๆ จะทำใหใบกล้วยไม้กลายเป็นสีเหลืองซีดขาวเห็นได้ชัดกับประเภทแวนด้า แอสโคแซ

โรคใบปื้นเหลือง (Pseudocercos poro dendrobii)

ลักษณะอาการ  ใบแก่ใบโคนต้นเหลืองเป็นปื้นมีผงสีดำคล้ายผงดินสอกระจายอยู่ถ้าทิ้งไว้ใบจะเหลืองดำทั้งใบ และหลุดร่วงจากต้นจะระบาดตอนย่างเข้าฤดูหนาวควรจะนำใบที่เป็นโรคเก็บทิ้งเผาไฟ

การป้องกัน  สารเคมีที่ใช้สำหรับป้องกันโรค

ประเภทดูดซึม เช่น ฟันดาโซล, มัยซิน, เดอโรซาล, บาวิสติน, เอฟเเอล

ประเภทไม่ดูดซึม เช่น แมนโคเซบ, ไดเทน เอ็ม 45 การฉีดควรฉีดทั่วทั้งใบและลำต้นโดยเฉพาะใต้ใบ

diaster001

โรคขี้กลาก (Phyllosticta sp.)

ลักษณะอาการ   เป็นจุดแผลสีน้ำตาลดำ เหมือนเมล็ดข้าว กระจัดกระจายบนใบ จนกลายเป็นใบปื้นน้ำตาลเข้ม จับดูจะรู้สึกสากมือ

การป้องกัน   สารเคมีที่ใช้สำหรับป้องกันโรค เช่น เดลซีนเอ็ม เอ็กซ์, เบนเลท ผสมกับ ไดเทน แอลเอฟ  หรือ บาวิสติน, เอฟ แอล ผสมกับ ไดเทน เอ็ม 45

โรคเอนเทรคโนส (Colletotrichum sp.)

ลักษณะอาการ   ปลายใบแห้ง โรคใบไหม้ แผลสีน้ำตาลเป็นวงๆ ซ้อนกันหลายๆ ชั้น ลามจากปลายใบไปหาโคน

การป้องกัน   สารเคมีที่ใช้สำหรับป้องกันโรค เช่น แอนทราโคล, เดอโรซาล, บาวิสติน เอฟ แอล, มัยซิน, เบนด้า เป็นต้น

DSC05242

โรคใบจุด (Alternaria sp.)

ลักษณะอาการ  ใบจุดดำทั่วทั้งใบ และจะเป็นสีดำบุ๋ม

การป้องกัน     สารเคมีที่ใช้สำหรับป้องกันโรค เช่น เดลซีนเอ็ม เอ็กซ์, บาวิสติน เอฟ แอล ผสมกับ แมนโคเซบ เป็นต้น

โรคราดำ (Cladosporium sp.)

ลักษณะอาการ  เป็นปื้นดำเป็นแถบสกปรก ตามกาบใบระหว่างลำต้น จะเกิดในช่วง ปลายฤดูฝน เข้าฤดูหนาว

การป้องกัน  สารเคมีที่ใช้สำหรับป้องกันโรค เช่น มาลาเทน, โอโซมาลา, เซฟวิน 85 หรือ เอส  85 เป็นต้น

โรคโคนเน่าดำ (Fusarium sp.)

ลักษณะอาการ  โคนต้นเน่าดำเกิดจากเครื่องปลูกเสีย ตะไคร่น้ำจับหนาเชื้อราเช้าทางรากทำให้โคนเน่า ใบเหี่ยว ควรเปลี่ยนเครื่องปลูกใหม่

การป้องกัน  สารเคมีที่ใช้สำหรับป้องกันโรค เช่น วามีน, โพลีแรม, สารกำจัดตะไคร่น้ำ ไดยูรอน 5 กรัม ต่อ น้ำ 20ลิตร สารตัวนี้ต้องระวัง

ระวัง เพราะมีบางท่านใช้แล้วทำให้ต้นกล้วยไม้เฉาตายที่ดีควรดึงตระไคร่ออก

โรคราขาว (Rhizoctonia sp.)

ลักษณะอาการ อาการเริ่มแรกเน่าจากปลายรากมาทางโรคต้นเหมือนมีแป้งโรยใบซีดเหลืองเกิดจากเครื่องปลูกไม่ได้คุณภาพ

โดยเฉพาะกาบมะพร้าวที่ยังไม่แก่พอ

การป้องกัน  สารเคมีที่ใช้สำหรับป้องกันโรคนี้ เช่น ไวตาแวกซ์, เทอราโซล กาบมะพร้าวที่ไม่ได้คุณภาพควรแช่สารเคมีนี้ก่อน แล้วผึ่งให้แห้ง

โรคไวรัส มีไวรัสหลายตัว (Cymbidium Mosaic virus, Tobacco Mosaic virus, bacilliform)

ลักษณะอาการ ดอกด่างมีอาการเบี้ยวบิดสีเข้มสลับสีอ่อนใบยอดบิดใบด่างเป็นจ้ำๆเขียวอ่อนสลับเขียวเข้ม

การป้องกัน สารเคมีที่ใช้สำหรับการป้องกันโรคปัจจุบันยังไม่พบว่าสารเคมีอะไรรักษาก็ได้ที่ดีควรจะปลูกกล้วยไม้ให้มีสุขภาพแข็งแรง อย่าแออัดแดดพอสมควร ให้อาหารเสริมครบถ้วนก็ดี เวลาคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ควรใช้พ่อแม่ที่ไม่เป็นไวรัสเนื่องจากไวรัสสามารถถ่ายทอดสู่ลูกหลานต่อๆไปได้

diaster002

1, Metalaxyl เมธาแลคซิน, 2. Etridiazole อีทริไดอะโซล 3.Mancozeb แมนโคแซบ 4.Captan แคปเทน

dsc05232

แมลงศัตรูของกล้วยไม้

  • บั่วกล้วยไม้  Contarinia sp. ชื่อวงศ์ Cecidomyiidae

บั่วกล้วยไม้เป็นศัตรูตัวฉกาจของกล้วยไม้ตัดดอกหรือที่ชาวสวนกล้วยไม้เรียกอีกชื่อว่าไอ้ฮวบหรือแมลงวันดอกกล้วยไม้ ซึ่งตัวหนอนจะกัดกินกลีบดอกด้านในใกล้กับบริเวณเกสร ทำให้กลีบดอกด้านในนั้นเกิดอาการผิดปกติ มีผลทำให้ดอกตูมชะงักการเจริญเติบโต บิวเบี้ยว งิกงอกต่อมาจะมีอาการเน่าเหลือง ฉ่ำน้ำและหลุดร่วง อาการเริ่มแรกจะเห็นไม่ชัดเจน โดยบริเวณเดือยจะเปลี่ยนจากสีเขียวกลายเป็นสีขาวทำให้ดอกตูมชะงักการเจริญเติบโต ซึ่งอาการดังกล่าวจะเกิดขึ้นเร็วมาก หากเป็นมากดอกตูมของกล้วยไม้จะหลุดร่วงจนหมดจนเหลือแต่ก้าน ซึ่งถ้าเป็นสวนกล้วยไม้ที่ตัดดอกจำหน่ายและมีดอกกล้วยไม้มาก ยิ่งทำให้เกิดการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ชาวสวนจึงเรียกว่า “ไอ้ฮวบ”

ความสำคัญและลักษณะการทำลายกล้วยไม้

บั่วกล้วยไม้เป็นแมลงขนาดเล็ด ตัวการที่สำคัญในการทำลายกล้วยไม้ของเราก็คือตัวหนอนของมัน ซึ่งมีขนาดเล็กมากขนาด 0.5 mm.ในระยะแรกจะลำตัวสีใส ในระยะสุดท้ายก่อนเป็นดักแด้จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้ม หนอนจะอาศันในดอกตูมประมาณ 5-30ตัวต่อดอกตูม ระยะหนอนประมาณ15-20วัน

การป้องกันกำจัด

  1. หมั่นตรวจดูกล้วยไม้ของเรา หากพบการแพร่ระบาดให้รีบตัดทิ้งทำลาย โดยควรระวังเนื่องจากหนอนในดอกตูมจะดีดตัวออกเพื่อหลบเลี่ยงการทำลาย
  2. ใช้สารเคมี โดยสารที่มีประสิทธิภาพต่อบั่วกล้วยไม้ เช่น อิมิดาโคลพริด 10%

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s