วิธีการเพาะเลี้ยง

การปลูกเลี้ยงแวนด้า

00953_12

กล้วยไม้แวนด้าลูกผสมออกมามากมาย มีสีสีนต่างๆกัน เรามีวิธีที่จะคัดเลื่อกลักษณะที่ดีของ แวนด้าได้แบบง่ายๆคือ

1.ลักษณะดอก  ก้านช่อแข็งแรง ยาว

2.ก้านชูดอกสั้น ทำมุมกันดอกประมาณ30-45องศา

3.ความหนาของกลีบดอกดี กลีบดอกผึ่งผาย ไม่ห่อตัว

4.ช่องห่างของแต่ละดอกสม่ำเสมอ

5.ลักษณะกลับดอกกลม สวยงาม

2

เทคนิคการปลูกเลี้ยง

แวนด้า เป็นกล้วยไม้ประเภทรากอากาศ เพราะฉนั้น เรื่องเครื่องปลูก ไม่ค่อยจะมีความสำคัญเท่าไหร่ สวนกล้วยไม้บางแห่งใช้ลวดแข็งๆงอมารองรับที่ข้างใต้รากแล้วใช้ลวดฟิวส์มัดต้นแวนด้าติดกับลวดแขวนเลยก็ได้ครับ

เริ่มจากการออกขวด

ถ้าหากเราซื้อกล้วยไม้ขวดมา การออกขวดก็เหมือนการออกขวดกล้วยไม้ทั่วๆไป ซึ่งจะอธิบายแบบคร่าวๆง่ายๆนะครับ

1.เตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น

1.1.ยาจำพวกป้องกันเชื้อรา(ผมใช้จำพวกแคปแทนครับ)ผสมน้ำสะอาดให้มีความเจือจางครึ่งหนึ่งจากฉลากที่บอกใส่ถาดใว้

1.2ค้อนเล็กๆ

1.3ผ้าขนหนูผืนเล็กๆใว้พันขวด

1.4.น้ำสะอาดใส่ถังปากกว้าง ปริมาณน้ำพอสมควร

2.วิธีการออกขวด โดยการจับขวดยกเอาก้นขวดขึ้น เคาะเบาๆ เพื่อให้ต้นกล้วยไม้ใหลลงมาทางด้านปากขวด (ขวดยังไม่เปิดฝานะครับ) เพื่อเวลาเราทุบก้นขวดจะได้ไม่โดนต้นกล้วยไม้ไงครับ  หลังจากนั้นก็เอาผ้าขนหนูที่เตรียมใว้พันรอบขวด ให้เหลือห่างจากด้านก้นขวดประมาณ1-2นิ้ว เพื่อเวลาจับขวดตอนทุบขวด จะได้ไม่บาดมือไงครับ หลังจากนั้นก็ใช้ค้อนเล็กๆทุบด้านท้ายขวดให้แตก  แล้วก็นำกล้วยไม้เทลงในถังน้ำที่เตรียมเอาใว้ครับ  เพื่อล้างวุ้นออกให้หมด (ระวังเศษแก้วที่อยู่ในถังด้วยนะครับ) หลังจากล้างวุ้นเสร็จ ก็เอาต้นกล้วยไม้ทั้งหมดมาแช่ใว้ในยากันเชื้อราที่ผสมน้ำใว้แล้ว  ประมาณ15นาที   แล้วก็ยกขึ้นเอามาใส่ตะกร้าพลาสติกใว้ พยายามจัดต้นให้ด้นยอดขึ้นด้านบนนะครับ   เอาตะกร้าไปใว้ในโรงเรือนจุดที่ไม่โดนแสงแดด จัดให้พรางแสงประมาณ50% ที่สำคัญ ต้องเป็นจุดที่ไม่โดนฝนเด็ดขาด

3.หลังจากออกขวดมาอยู่ในตะกร้าแล้ว ก็ถึงวิธีการดูแลกล้วยไม้ต้นออ่นกันละ

กล้วยไม้ต้นอ่อน ต้องดูแลเป็นพิเศษหน่อย เพราะว่าเขายังไม่แข็งแรง การให้น้ำ ให้ปุ๋ย และยากันเชื้อรา (อันนี้สำคัญ) อาจจะต้องจัดการจดบันทึกหน่อยก็ดีครับ

การรดน้ำ ทางที่ดีควรใช้ป๊อกกี้ ฉีดพ่นเป็นละอองฝอย นะครับ เพื่อป้องกันไม่ให้ใบเขาช้ำนะครับ   ฉีดพ่นวันละ 2 ครั้งเช้าเย็น  หรือว่าดูจากสภาพอากาศ ครับ ถ้าอากาศชื้นๆ มีฝนตก ก็วันละครั้งตอนเช้าๆก็ได้ครับ  แต่อย่างที่บอกครับ ห้ามโดนฝนเด็ดขาดครับ

การให้ปุ๋ย ช่วงนี้ให้ปุ๋ยอย่างอ่อน สูตรเสมอน่าจะดีกว่านะครับ ฉีดพ่นหลังจากให้น้ำตอนเช้าแล้ว ทิ้งใว้ให้น้ำแห้งหมาดๆ แล้วฉีดพ่นปุ๋ย (ใช้ปุ๋ยเกร็ด 1ช้อนชา ต่อน้ำ 2ลิตร) ฉีดพ่นอาทิตย์ละครั้ง ข้อสำคัญ ปุ๋ยที่ละลายแล้ว ฉีดพ่นกล้วยไม้อ่อนแล้วควรใช้ให้หมด ภายในวันเดียวนะครับ  ไม่ควรเก็บใว้ใช้วันหลังนะครับ เพราะปุ๋ยที่เราผสมใว้หลายวัน อาจจะเป็นพิษทำลายกล้วยไม้อ่อนได้ครับ  ที่สำคัญการให้ปุ๋ยควรทำในช่วงเช้า หลังจากรดน้ำตอนเช้าไปแล้วนะครับ  แต่ก็ไม่ควรรอจนสาย เมื่อกล้วยไม้ได้ปุ๋ย และได้ดูดซึมปุ๋ยแล้ว พอได้แดดอ่อนตอนเช้าเขาก็จะเข้าสู่กระบวนการสังเคราะห์แสงต่อไปไงครับ

การให้ยากันเชื้อรา  การให้ยากันเชื้อรานี่ก็สำคัญครับ กล้วยไม้ต้นอ่อน ยังอ่อนแอ เป็นเชื้อราง่าย   ยากันเชื้อรา ให้ใช้ช่วงเย็นครับ อาทิตย์ละครั้ง หรือ 5วันครั้งก็ได้ครับ  หลังจากที่ให้น้ำในช่วงเย็นแล้ว  ก็ทิ้งใว้ให้แห้งหมาดๆ  แล้วค่อยพ่นยากันเชื้อรา  ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศด้วยครับ ถ้าฝนตกก็ไม่ต้องให้น้ำ สามารถพ่นยากันเชื้อราได้เลย สลับกับการให้ปุ๋ยนะครับ อย่างเช่น ถ้าเราทำรายการใว้ ว่าเราให้ปุ๋ยในวันอาทิตย์ตอนเช้า  เราก็จำทำรายการใว้ ให้ยากันเชื้อราวันพุธ หรือวันพฤหัสตอนเย็นนะครับ

5

4.การขึ้นไม้นิ้ว

เมื่อเราเลี้ยงกล้วยไม้ต้นอ่อนใว้ในตะกร้า ประมาณ 1เดือนขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับสภาพความสมบูรณ์ แข็งแรง ของไม้ขวด ) โดยสังเกตุที่รากของกล้วยไม้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงจากรากเดิม  เริ่มจะมีหมวกรากใหม่ขึ้นมา เราก็จะเอามาเปลี่ยนใส่เครื่องปลูก  สำหรับแวนด้าซึ่งเป็นกล้วยไม้รากอากาศ ก็ไม่ต้องมีวัสดุปลูกอะไรครับ เอามาจับใส่ถ้วยนิ้วได้เลย  เพื่อจะได้แยกกันเป็นสัดส่วน  ดูแลรักษาง่ายขึ้น เตรียมที่จะได้เป็นต้นกล้วยไม้ต้นโตต่อไป  หรือถ้าหากว่าเราเลี้ยงแวนด้ามีปริมาณมาก เราสามารถเลี้ยงบนแสลนขึงแทนการปลูกลงถ้วยนิ้วก็ได้ครับ เมื่อต้นกล้วยไม้มีความแข็งแรง รากเดินดีแล้วค่อยเอาลงกระเช้าพลาสติก หรือกระเช้าไม้สักต่อไปครับ

การให้น้ำ ในช่วงไม้นิ้วนี้ สามารถใช้สายยางรดได้ครับ เช้า เย็น  และปุ๋ย ช่วงนี้ก็ให้ปุ๋ยได้ตามปกติ เหมือนเดิมครับ  คือใช้ปุ๋ยเกร็ดละลายน้ำ1ช้อนชา/น้ำ 2ลิตร ฉีดพ่นเป็นละอองฝอยครับ

 

การปลูกเลี้ยงรองเท้านารี

รองเท้านารี

กล้วยไม้รองเท้านารี (Paphiopedilum spp.) หรือที่รู้จักในนาม “Lady Slipper” เนื่องจากลักษณะของกลีบปากที่มีลักษณะคล้ายรองเท้าของผู้หญิงนั้นเอง อันเป็นที่มาของชื่อเรียกว่า “lady slipper” หรือ “slipper orchid” กลีบปากที่เป็นกระเป๋านี้ยังได้ซ่อนกลเม็ดอันแยบยล เป็นกล้วยไม้ที่พบในเขตร้อนและเขตอบอุ่น

DSC06967

ประเทศไทยเป็นแหล่งที่พบแหล่งใหญ่ของกล้วยไม้รองเท้านารีหลากหลายชนิด
ทั่วโลกพบประมาณ 70 ชนิด
ส่วนมากชื่อตั้งตามแหล่งที่พบ เช่น ขาวสตูล
เหลืองกระบี่ โดยแบ่งกว้างๆได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ
ดังนี้

กลุ่มที่มีกลีบดอกแผ่กว้าง ดอกมีลักษณะกลมหรือเกือบกลม
สีพื้นดอกมักเป็นสีขาว ขาวครีม เหลืองอ่อน
หรือเหลือง
พบจุดประเล็กๆสีเข้มกระจายบนพื้นดอก
ใบสั้นและแผ่กว้างมีลายตารางหรือคล้ายหินอ่อน

1.รองเท้านารีเหลืองปราจีน
(Paphiopedilum concolor)
2.รองเท้านารีเหลืองอุดร (Paph.
concolor)
3.รองเท้านารีเหลืองกาญจน์ (Paph. concolor Var
stratianum)
4.รองเท้านารีเหลืองตรัง (Paph.
godefroyae)
5.รองเท้านารีเหลืองพังงา (Paph.
leucochilum)
6.รองเท้านารีขาวชุมพร (Paph. godefroyae)
7.รองเท้านารีขาวสตูล
(Paph. niveum)
8.รองเท้านารีช่องอ่างทอง (Paph. x
Angthong)
9.รองเท้านารีฝาหอย (Paph. bellatulum)

DSC06946

กลุ่มที่มีกลีบดอกแคบเรียวยาว บางชนิดพบจุดไฝสีดำ
หรือกลีบดอกบิดเป็นเกลียว
มีความหลากหลายของสีสันรูปทรงของดอกมาก ใบยาวและแคบ
บางชนิดพบลายตารางหรือคล้ายหินอ่อน
(ชนิดที่ 10-14)
บางชนิดใบเขียวไม่มีลาย

10.รองเท้านารีคางกบคอแดง (Paph.
appletonianum)
11.รองเท้านารีคางกบ (Paph.
collosum)
12.รองเท้านารีม่วงสงขลา (Paph. babartum)
13.รองเท้านารีเกาะช้าง
(Paph. simensis)
14.รองเท้านารีปีกแมลงปอ (Paph.
sukhakulii)
15.รองเท้านารีหนวดฤาษี (Paph. parishii)
16.รองเท้านารีเชียงดาว
(Paph. parishii)
17.รองเท้านารีอินซิกเน่ (Paph.
insigne)
18.รองเท้านารีอินทนนท์ (Paph.
villosum)
19.รองเท้านารีอินทนนท์ใบแคบ (Paph.
gatrixianum)
20.รองเท้านารีดอยตุง (Paph.
chaleswherthii)
21.รองเท้านารีดอยตุงกาญจน์ (Paph.
sp.)
22.รองเท้านารีเหลืองกระบี่ (Paph. exul)
23.รองเท้านารีเหลืองเลย
(Paph. hirsutissimum)

DSC06955

การปลูกรองเท้านารีนิยมปลูกในกระถางดินเผาหรืกระถางพลาสติคก็ได้ ปกติรองเท้านารีต้องการความชื้นสูงแต่ไม่ชอบแฉะซึ่งต้องพิจารณาสายพันธุ์ด้วยว่าปกติเวลาสายพันธุ์นั้นอยู่ในธรรมชาติอาศัยอยู่อย่างไร

การเจริญเติบโตของรองเท้านารีแบ่งได้ 2 ประเภทคือ

1.ขึ้นอยู่ตามหน้าผาและซอกหิน ซึ่งมีใบไม้และอินทรีย์สารผุพังทับถมอยู่ บางชนิดขึ้นอยู่กับหินปูน

2.ขึ้นอยู่ตามกิ่งไม้ใหญ่หรือเปลือกไม้ รองเท้านารีจำพวกนี้เป็นพวกรากอากาศ

DSC05420

เครื่องปลูกของรองเท้านารี ในส่วนเครื่องปลูกของรองเท้านารีนั้นมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากในการปลูก เนื่องจากผู้ปลูกรองเท้านารีใหม่หากไม่ได้ศึกษาถึงนิสัยของรองเท้านารีสายพันธุ์นั้นๆแล้ว ส่วนมากจะเลี้ยงไม้รอดสักราย เครื่องปลูกที่นิยมใช้ก็มีเช่น อิฐมอญ เปลือกถั่วลิสง หินเกล็ด หินภูเขาไฟ โฟมเม็ด ดินขุยไผ่ ซึ่งแต่ละชนิดก็ใช้เครื่องปลูกต่างกัน ดังนั้นลองศึกษาหาความรู้แล้วนำมาปรับเปลี่ยนให้เข้ากับวิธีเลี้ยงของแต่ละท่านนะครับ

รองเท้านารีเมืองกาญจน์ Paphiopedilum parishii (Rchb. f.) Pfitz.
เป็นกล้วยไม้รองเท้านารีชนิดหนึ่งในสองชนิดที่พบขึ้นบนพื้นผิวของต้นไม้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นต้นไม้ที่มีลักษณะ ผิวหนาสามารถอุ้มความชื้นได้ดี และช่วยให้ระบบรากพึ่งพาอาศัยได้มาก รวมทั้งมีอัตราการผุของผิวสามารถป้อนอาหารจากอินทรีย์วัตถุ ให้กับรากได้อย่างดีด้วย พบในทำเลซึ่งอยู่บนภูเขา ซึ่งมีระดับความสูงจากน้ำทะเลไม่ต่ำกว่า ๗๐๐ เมตร เช่นในบริเวณตอนเหนือของจังหวัดกาญจนบุรี และบริเวณเทีอกเขาภูหลวงจังหวัดเลย และอาจเลยเข้าไปถึงจังหวัดใกล้เคียงใบมีสีเขียวปลอด ทรงต้นมีขนาดค่อนข้างใหญ่กว่าประเภทใบลายที่ได้กล่าวมาแล้ว ช่อดอกอาจยาวถึง ๓๐ ซม. และมีดอกบนก้านช่อได้ถึง ๗-๘ ดอก กลีบดอกสีเขียว ปลายกลีบสีม่วงปนน้ำตาลคล้ำ กลีบในเรียวแคบ และบิดเป็นเกลียวเล็กน้อยฤดูดอกประมาณ ระหว่าง เดือนพฤศจิกายน ถึง ธันวาคม ในจังหวัดภาคเหนือของประเทศไทย แม้ในบรรยากาศของเมืองซึ่งอยู่ในที่ราบก็มีผู้สามารถปลูกและให้ดอกได้ดี แต่จากกรุงเทพลงไปสู่ภาคใต้ปลูกค่อนข้างยาก

รองเท้านารีเหลืองปราจีน

เป็นกล้วยไม้ที่มีลักษณะเป็นพุ่มกว้างประมาณ 20-25ซม. สูงประมาณ 10-20 ซม. ใบกว้าง 2.5-3.5ซม. ด้านบนใบเป็นลายสีเขียวเข้มสลับเขียวอ่อน ใต้ท้องใบมีจุดประสีม่วงเล็กน้อย ดอกกว้างประมาณ 3.7-7ซม. ช่อหนึ่งมี1-2ดอก กลีบบนและกลีบในสีเหลืองมีจุดประสีม่วงกระจายทั่วกลีบ สามารถพบอยู่ตามภูเขาหินปูน โดยขึ้นอยู่สูง 300-500เมตรจากระดับน้ำทะเล บริเวณป่าเบญจพรรณ โดยขึ้นอยู่ในพื้นที่ค่อนข้างแฉะ ความชื้นสูง ซากใบไม้ผุพังทับถม ได้รับแสงค่อนข้างน้อย กระจายพันธุ์อยู่ในประเทศไทย ลาว พม่า กัมพูชา เวียดนาม และตอนใต้ของจีน

รองเท้านารีคางกบ

เป็นรองเท้านารีประเภทใบลาย ปลายใบเรียวแหลม ไม่มน ดอกมีไฝ คล้ายจุดใหญ่ๆแต่มีขนที่จุดประปรายอยู่ตามผิวของกลีบในทั้งคู่กลีบนอกบนตั้งและกว้างเล็กน้อย ริมกลีบสีขาว ด้านในมีเส้นสีม่วงคล้ำบนพื้นที่สีเขียว กลีบในทั้งคู่แคบ เฉียงลงด้านล่างเล็กน้อย ก้านดอกยาวปรมาณ 15-20ซม. ก้านดอกแข็ง ให้ดอกเดี่ยว ปกติให้ดอกช่วงเดือนกค.-สค. ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝน แหล่งกำเนิดอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 500-700 ม. ซึ่งค่อนข้างสูง ซึ่งสามารถปลูกในภาคเหนือได้ดี ถ้านำมาเลี้ยงในอากาศทั่วไปของภาคกลางจะให้ดอกยาก

รองเท้านารีเหลืองกระบี่ Paphiopedilum exul

มีถิ่นกำเนิดในป่าดิบชื้นจังหวัดกระบี่ ลักษณะลำต้นเป็นพุ่ม ใบยาวสีเขียวเป็นมัน ขนาดกว้าง 3-3.5 ซม. ยาว 30-35ซม.ไม่มีลาย ดอกเป็นลักษณะดอกเดี่ยว ก้านดอกสีเขียว ยาว 13-15ซม. เมื่อดอกบานเต็มที่ จะมีขนาด 6-6.5ซม. กลีบเป็นมันงุ้มด้านหน้า กลีบดอกบนสีขาว กึ่งกลางมีสีเหลืองปนเขียว และมีแต้มสีน้ำตาลเข้มรูปทรงหัวใจ ดอกออกประมาณมค.-มีค. มีการเจริญเติบโตแบบแตกกอ สามารถปลูกเลี้ยงให้เป็นกอใหญ่ออกดอกคราวละหลายๆช่อจะดูสวยงามมาก นิสัยชอบแดดมากและความชื้นสูง

การปลูกเลี้ยงหวาย

หวาย(Dendrobium spp.) ถือว่าเป็นกล้วยไม้ที่เลี้ยงในประเทศไทยได้ง่ายที่สุด เพราะสภาพอากาศบ้านเราเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเลี้ยง อีกทั้งยังให้ดอกง่ายทุกฤดุกาล จึงเป็นสายพันธุ์ที่มีการนำมาตัดดอกจำหน่ายส่งไปทั่วโลก การปลูกเลี้ยงก็มีหลายวิธีทั้งการปลูกลงกระบะกาบมะพร้าวอัด ปลูกลงกระถางโดยใช้กาบมะพร้าวหรือถ่าน ในส่วนกระถางสามารถใช้ได้ทั้งกระถางพลาสติคและกระถางดินเผา เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่เหมาะกับประเทศไทยจึงมีการพัฒนาสายพันธุ์ลูกผสม(Hybrid)ขึ้นมามากมายหลายสีสัน ในปัจจุบันได้มีการปลูกเพื่อขายทั้งกระถาง(Potplant)เพื่อจะนำไปประดับตกแต่งสถานที่ต่างๆ เช่นโรงแรม ห้องประชุม โรงพยาบาล สำนักงาน เนื่องจากมีราคาถูก ออกดอกง่าย ดูแลง่าย

DSC05500

กล้วยไม้หวาย เป็นกล้วยไม้ที่สกุลใหญ่ที่สุด
มีแหล่งกำเนิดในเขตร้อนของภูมิภาคเอเชีย และมหาสมุทรแปซิฟิค
มีระบบรากกึ่งอากาศและมีการเจริญเติบโตแบบแตกกอ(Sympodial)
มีการเจริญเติบโตดีกว่ากล้วยไม้ประเภทอื่นๆแตกหน่อ2-3หน่อต่อปี
โดยปกติจะเกิดหนึ่งหน่อต่อหนึ่งลำ แต่ถ้าเลี้ยงดีอาจให้สองหน่อต่อหนึ่งลำได้
ลำๆหนึ่งใช้เวลาประมาณ3-6เดือนก็จะเจริญสุดลำ
เมื่อกล้วยไม้เจริญสุดลำก็จะให้ดอก1-5ช่อจากตาที่ปลายลำและตาข้อที่ถัดลงมา
ซึ่งแต่ละลำสามารถให้ช่อได้ประมาณ5-15ช่อแล้วแต่สายพันธุ์และความสมบูรณ์ของต้น

DSC05514

  • การรดน้ำ ปกติรดน้ำในช่วงเช้าวันละ1ครั้ง แต่ถ้าในฤดูร้อนที่มีอากาศร้อนจัดอาจให้ตอนเย็นเพิ่มอีกครั้ง แต่ควรสังเกตุให้แห้งก่อนค่ำ เพราะถ้ารดน้ำมากไปอาจทำให้เกิดโรคขึ้นได้
  • การให้ปุ๋ย ในฤดูร้อนควรให้ปุ๋ยสูตรเสมอ 21-21-21,18-18-18 เพราะกล้วยไม้ต้องการไนโตรเจน แต่ในฤดูฝนควรใส่ปุ๋ยที่มีโพแทสเซียมสูงสลับกับฟอสฟอรัสสูงสลับกัน เพราะในน้ำฝนมีธาตุไนโตรเจนเจือปนมาอยู่แล้ว ถ้ายังให้ปุ๋ยสูตรเสมออยู่จะทำให้กล้วยไม้ต่อยอด ออกดอกยาก ปลายยอดบิดเบี้ยวเสียรูปทรง
  • ยาฆ่าเชื้อราและยาฆ่าแมลง ควรให้ทุกอาทิตย์ สำหรับท่านที่ปลูกเลี้ยงไว้ดูเล่นภายในบ้านอาจเปลี่ยนมาใช้พวกสารชีวภาพเพื่อสุขภาพของคนในครอบครัว เช่นยาฆ่าแมลงก็ใช้น้ำส้มควันไม้

DSC05526

เครื่องปลูกสำหรับกล้วยไม้สกุลหวาย

  1. กาบมะพร้าว เป็นเครื่องปลูกที่เหมาะมากสำหรับหวาย เพราะนอกจากจะทำให้หวายเจริญงอกงามและแข็งแรงดีแล้ว ยังเป็นสิ่งที่มีอยู่มากมาย ราคาถูก แต่ต้องเป็นกาบมะพร้าวที่แก่จัด และมีกาบหนาแข็ง ก่อนใช้ควรแช่น้ำทิ้งไว้สักหนึ่งวันเพื่อให้ยางในกาบมะพร้าวออกไป เพราะยางในกาบมะพร้าวทำให้รากหวายออกได้ไม่ดี และกาบมะพร้าวอ่อนนิยมนำมาปลูกไม้นิ้วหวายด้วย กาบมะพร้าวเป็นเครื่องปลูกที่อุ้มน้ำได้ดี หาง่ายได้ตามท้องถิ่น วิธีใช้ก็ตัดส่วนหัวและท้ายออก และนำมาหุมโคนต้นกล้วยไม้ โดยอย่าให้ตื้นหรือลึกเกินไปให้อยู่พอดีโคนต้นแล้วก็ยัดใส่กระถางได้เลยครับ หรือจะเกาะตามต้นไม้ก็นำหุ้มไว้ด้านนอกนะครับ
  2. ถ่าน เหมาะกับการปลูกหวายขนาดใหญ่ แต่มีข้อเสียคือ เก็บความชื้นได้ไม่สู้ดี แต่สามารถป้องกันโดยใช้อ๊อสมันด้าคลุมหน้า แต่ถ่านเป็นเครื่องปลูกที่คงทนสามารถใช้งานได้ยาวนานไม่ผุพังเร็วเหมือนกาบมะพร้าว แต่สักสองปีก็ควรเปลี่ยนนะครับ เพราะถ่านจะอมปุ๋ยยาไว้ทำให้นานๆไปจะเป็นพิษต่อกล้วยไม้ได้
  3. อ๊อสมันด้า เก็บความชื้นดี ทนทาน ไม่ผุง่าย อุ้มปุ๋ยได้ดี ถ้าปลูกถูกวิธีจะไม่เก็บน้ำไว้มากจนรากชื้นแฉะ แต่มีราคาแพง

ไม่ควรนำกล้วยไม้หวายติดตอไม้โดยไม่มีเครื่องปลูกนะครับ อาจหุ้มด้วยเศษกาบมะพร้าวหรืออ๊อสมันด้าเล็กน้อย เพราะกล้วยไม้หวายจะไม่งาม

dsc05589

ลักษณะกล้วยไม้หวายที่ดี

  1. ปลูกเลี้ยงง่าย ทนต่อโรค
  2. เจริญเติบโตเร็ว ออกดอกเร็ว และดกตลอดปี
  3. รูปทรงต้นแข็งแรง ลำต้นไม้สูงเกินไปเหมาะแก่การนำไปตกแต่งประดับสถานที่
  4. ทนต่อแมลงศัตรูพืชต่างๆ
  5. ช่อดอกยาว ตั้งตรงแข็งแรง
  6. ดอกเรียงเป็นระเบียบสวยงาม ดอกบานทนไม่ร่วงง่าย
  7. ดอกมีสีสันสดใส กลีบหนา รูปทรงดอกได้สมดุล

เทคนิคการเลี้ยง เขาแกะ
– ในการปลูกเลี้ยง เขาแกะ นิยมปลูกเลียนแบบธรรมชาติ เช่นติดกับขอนไม้ ใส่กระเช้า หรือ นำไปติดบนต้นไม้ใหญ่ก็ได้ครับ เขาแกะ เป็นกล้วยไม้ที่ค่อนข้างชอบแสงแดด ดังนั้นอย่านำไปแขวนไว้บริเวณที่ร่มจัดเกินไปนะครับ เพราะอาจจะไม่ได้ดูดอกและเผลอ ๆ จะเน่าตายได้ครับ เอาละลองดูวิธีปลูกของผมกันดูนะครับ
◇ ก่อนอื่นหากเป็นไม้ดิบ ให้ตัดรากแห้งทิ้งให้หมดครับ
◇ หากใส่กระเช้า ผมแนะนำกระถางพลาสติก 4นิ้ว ขนาดกำลังเหมาะพอดีครับ
◇ หากเป็นขอนไม้ หาขนาดพอเหมาะไม่ต้องใหญ่มาก หากติดต้นไม้….หาจุดเหมาะ ๆ โดยดูทิศทางแสงให้ดีอย่าได้ร่มไปครับ
◇ วิธีใส่ เขาแกะ ลงในกระเช้า 4นิ้ว ให้พยายามเรียงรากลงกระถางให้ได้ครับโดยเราอาจต้องจับสอดทีละเส้นเพื่อให้รากผ่านรูของกระเช้าลงไป พอใส่ได้แล้ว เราอาจจะนำกาบมะพร้าวแช่น้ำแล้ว มาสอดใส่ใต้รากรองไว้ระหว่างกระเช้ากับรากของ เขาแกะ ก็ได้ครับ เพื่อให้ได้รับความชื้นที่เหมาะสมและทำให้รากใหม่แตกเร็วขึ้น
◇ ในกรณีเกาะขอนไม้ ให้เราหาเชือกฟาง ฟิว หรือสายโทรศัพท์ มายึดเขาแกะกับขอนไม้ให้แน่น จัดทรงต้นให้ตั้งขึ้นแล้วใช้ฟิวหรืออุปกรณ์ที่เตรียมไว้ยึดให้ทรงต้นไม่ล้ม หากมั่นคงดีแล้วก็นำไปแขวนในร่มรำไร หรือใต้สแลนพลางแสง รอไม้พักตัวครับ
◇ ระหว่างไม้พักตัว ให้รดน้ำเวลาเดียวเช่นเดียวกับกล้วยไม้ชนิดอื่น ๆ โดยจะเป็นเวลาเช้า หรือ เย็น ให้เพียงเวลาเดียว เวลาไหนก็ได้ครับยกเว้นบ่าย
◇ เมื่อรากเกาะเดินดีแล้ว ถึงแม้จะเป็นไม้ป่าก็ตามก็ควรจะให้ปุ๋ยบ้างเพราะมาอยู่ในเมืองอาหารการกินก็ต้องปรับตามครับ สูตรที่แนะนำคือ 21-21-21 เป็นสูตรเสมอมาตรฐาน ควรฉีดพ่นทุกสัปดาห์ เมื่อถึงเวลาให้ดอก เขาแกะ จะผลิดดอกออกงามประทับใจเราเลยทีเดียว

กรณีไม้ขวด ไม้เลี้ยง
– กล้วยไม้ขวด หรือ ไม้เลี้ยง มักไม่ค่อยมีปัญหามาก ลักษณะการปลูกขึ้นกระเช้าสามารถทำได้เช่นเดียวกับกล้วยไม้ทุกชนิดครับ ในการอนุบาลไม้นิ้ว หรือ ไม้ออกขวดใหม่ เราอาจจะใช้ปุ๋ย ตัวหน้าสูงอย่าง 30-20-10 บำรุงสลับกับ สูตรเสมอ 21-21-21 บ้างเพื่อให้ไม้โตเร็วขึ้นครับ หากใครไม่ทราบว่าต้องหนีบนิ้วลูกไม้อย่างไร

การเพาะเลี้ยงกล้วยไม้สกุลช้าง 

ขั้นที่ 1 เพาะเมล็ดกล้วยไม้ตระกูลช้าง เช่น ช้างเผือก ช้างแดง ช้างกระ  นำฝักแก่ที่มีอายุ 8-10  เดือน นำมาเพาะเลี้ยงในอาหารวุ้นที่มีสูตรเฉพาะ  และการเตรียมอาหารต้องนึ่งฆ่าเฃื้อด้วยหม้อนึ่งความดันไอขนาด 20 ปอนด์/ตารางนิ้ว  นาน  15  นาที  เมื่อเย็นลงแล้วจึงนำเข้าห้องแลปทำการเขี่ยเมล็ดจากฝักลงเพาะบนอาหารวุ้นที่เตรียมไว้  ซึ่งขั้นตอนที่เขี่ยเมล็ดจะต้องปลอดเชื้อ  100 %  เป็นขั้นตอนที่ยุ่งยากพอสมควรไม่ควรทำเองเพาะค่าใช้จ่ายสูง  ควรนำฝักที่แก่ได้อายุแล้วส่งห้องแลปให้ดำเนินการเพาะเมล็ดให้จะสะดวกปลอดภัยกว่า  ดีกว่า  ซึ่งปัจจุบันมีห้องแลปดำเนินการรับจ้างเพาะเมล็ดมีให้เลือกมากมาย  ตัวอย่างเมล็ดที่เจริญงอกงามในขวดอาหารวุ้นขั้นที่ 1  ดังรูป

ขั้นที่ 2

นำต้นกล้าอ่อนที่เลี้ยงในขั้นที่ 1  ที่มีอายุ  12  เดือนแล้ว  ย้ายลงเพาะในขวดอาหารวุ้นขั้นที่ 2  ซึ่งใช้ขวดสี่เหลี่ยมเตรียมอาหารสูตรเฉพาะเช่นกัน  ย้ายต้นกล้ากล้วยไม้ลงวางในขวดประมาณขวดละ  35  ต้น  วางขวดในแนวนอน  เลี้ยงต่อไปอีก  12  เดือน  มีการเจริญเติบโตของกล้วยไม้ชนผนังขวดด้านบนดังรูป   ขั้นตอนที่ 2  นี้ควรใช้บริการห้องแลปเช่นกัน

ขั้นที่ 3 

เมื่อต้นกล้ากล้วยไม้ในขั้นที่ 2  มีอายุครบ  12  เดือน  สามารถย้ายออกจากขวดวุ้นมาเลี้ยงในตระกล้าและเลี้ยงภายในโรงเรือนนที่มุงหลังคาด้วยพลาสติกใส  และคลุมด้วยสแลนด์พลางแสง  50 %  ใช้วัสดุในตระกล้าผมใช้โฟมตัดเป็นชิ้นขนาดหัวแม่มือโรยให้ทั่วตระกล้าขนาด 15×20  นิ้ว  และใช้ถ่านไม้บดให้มีขนาดเท่าหัวแม่มือโรยทับโฟมอีกชั้นหนึ่ง  นำต้นกล้าออกมาจากขวดโดยการทุบก้นขวดล้างกล้วยไม้ให้รากสะอาดด้วยนำที่สะอาด  2  น้ำ  เสร็จแล้วนำกล้วยไม้แช่ใน  B-1  ผสมน้ำในอัตารส่วน  1: 100  และผสมปุ๋ยหมัก EM  ในอัตราส่วน  1:1000  แช่ต้นกล้วยไม้ไว้ประมาณ  20  นาที  แล้วจึงนำไปวางเรียงบนตระกล้าที่เตรียมไว้  ดังรูป

ขั้นที่ 4

หลังจากย้ายต้นกล้าจากขวดลงในตระกล้าเรียบร้อยแล้ว  เลี้ยงไว้ในโรงเรือนมุงหลังคาด้วยพลาสติกใส  พลางแสงด้วยสแลนด์  รดนำเช้าเย็น  และให้ปุ๋ยน้ำสูตรเสมอ 21-21-21  ผสม B-1 และ ปุ๋ยหมัก EM  ดังนี้  น้ำ  1000  cc  ผสม  EM  1 cc  B-1  1 cc  และ  ปุ๋ยเกล็ด  10 g  ละลายเข้ากัน  ฉีดพ่นสัปดาห์ละ  1  ครั้ง  เลี้ยงภายในโรงเรือนจนครบ  3  เดิอน  จึงย้ายขึ้นเกาะบนขอนไม้และเลี้ยงภายในโรงเรือนต่อไปอีก  3  เดือน  ดังรูป 

ขั้นที่ 5

นำกล้วยไม้ออกจากโรงเรือนเพาะเลี้ยง  สาเหตุที่ต้องเลี้ยงในโรงเรือนเพราะต้องควบคุมปริมาณน้ำ  เนื่องจากถ้าได้รับปริมาณน้ำจากฝนมากเกินไปอาจทำให้เน่าเนื่องจากเชื้อราได้ง่ายเพราะต้นกล้ายังไม่แข็งแรง  หลังจากเลี้ยงในโรงเรือนครบ  6  เดือนแล้วจึงสามารถนำไปเลี้ยงในเรือนเพาะกล้วยไม้  ที่คลุมหลังคาพลางแสงด้วยสแลนด์  50 %  ได้ต่อไป  อีก  2  ปีครึ่ง จึงจะให้ดอก  ดังรูป  สรุปว่าการเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ด้วยการเพาะเมล็ด  นับจาวันเพาะเมล็ดจนกระทั่งให้ดอกครั้งแรกต้องใช้เวลานาน  5  ปี

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s